จริงหรือไม่ ที่มีข่าวออกมาว่า สโมสรฟุตบอลชั้นนำนั้น เป็นดั่งหมาลอบกัด ?

คําว่าหมาลอบกัด คำนี้เป็นคำที่ฟังแล้วไม่น่าอภิรมณ์ เท่าไหร่ ซึ่งมันหมายถึง การเนรคุณ หรือไม่ให้แทงข้างหลัง ของผู้ที่ค่อยให้ความช่วยเหลือ แม้แต่กระทั้งผู้ที่ซับพอร์ต เราด้วย แต่สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นอยู่ เป็นประจำไม่ว่าจะวงการไหน และยิ่งไม่น่าชื่นชมเท่าไหร่กับวงการ หรือ กับบุคคล หรือทีมที่เราชื่นชอบ ใครๆก็มองว่า นี้เป็นการกระทําที่เห็นแก่ตัว การกระทำนี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับได้ หรืออาจจะถึงขั้นตราหน้า ในสังคมเลยทีเดียว.

ซึ่งเรื่องแบบนี้ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว กับ ทีมในวงการการกีฬาทุกแขนง ไม่เว้นแต่ กีฬายอดนิยม อย่างฟุตบอล และมันก็เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นกับ

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ กุนซือของทีม เรอัลมาดริด ซึ่งเขาเป็นผู้ที่ทำให้ทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง ปีนใหญ่ รีอัลมาดริด ต้องด่างพล้อย เหตุเกิดจากคนในทีม หรือ คนในความดูแลของเขา ได้กลายมาเป็นหนึ่งใน ฉายา ‘จอมลอบกัด’ ตามข่าวที่ผ่านมาเมื่อหลายๆปีก่อน.

อันที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้มีมาให้เห็นบ่อยๆในข่าวประเภทนี้  แต่ข่าวนี้ ยังเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจที่ดี ที่จะไม่ทําให้คนที่เราพึ่งพา หรือคนที่ซับพอรต์เรานั้น เกิดความลำบาก หรือ มีเรื่องชวนขุ่นข้องใจได้ ดังนั้นตามข่าวที่ว่า กุนซือ และ ทีมปืนใหญ่ ควรใส่ใจกับสัจพจน์ที่มีมานานว่า “จงอย่าเป็นหมาลอบกัด”

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เขาเป็นกุนซือ ของทีมที่มีชื่อเสียง อย่าง เรอัล มาดริด, ชายชาวสเปน ผู้นี้ ปัจจุบันมีอายุ 75 ปี และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของสโมสร เรอัลมาดริด ตั้งแต่ปี 2009 และยังเป็น คณะกรรมการของ Grupo ACS (C.E.O) กรุ๊ปด้วย ซึ่งเขามีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 2.3 พันล้านดอลล่าสหรัฐ (ปี 2018).

และแม้ว่า เขามีข่าวค่อนข้างที่ไม่ดีเกี่ยวกับการวางตัวกับสื่อข่าว และรวมถึงแฟนบอลด้วย เขาโจมตี สื่อข่าว และแฟนบอลด้วยคำพูดที่ไม่เป็นมิตร พร้อมสีหน้าที่เรียบเฉยชา เขาแทบไม่ใหความร่วมมือ และไม่อยากให้สัมภารณใดๆ กับผู้ซื่อข่าวในการแถลงด้วยซ้ำ ซึ่งหลายๆคนมองว่าพฤติกรรมของเขาชั่งไม่เหมาะ เอาเสียเลย เขาไม่ควรที่จะตัดกำลังที่จะได้ผลประโยชน์ในจุดๆนี้ จากการให้ข่าวที่ดี หรือ ข้อมูลของทีมกับผู้สื่อข่าวหรือรวมถึงแฟนๆบอลด้วย แต่นั้นก็อาจเป็นการแสดงออกของเขา ก็เท่านั้น.

ไม่เพียงแต่นักข่าว ปัญหานี้นี้ลามไปจนถึง การเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดศึกชนกับ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า อีกด้วย, เขาเปิดหน้าสู้เพื่อเรียกร้องให้ทีมยักษ์ ที่มีการลงทุนมากกว่าทีมอื่นๆ ควรจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มต่า และเหมาะสมกว่า ทุกทีมด้วย.

และแม้กระทั้งในปัจจุบันเอง ปีที่แล้วนี้ เขาเองก็ยังมีการพูดออกสื่อ อย่างชัดเจนในเรื่องของ คีลียัน เอ็มปัปเป้ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า เอ็มปัปเป้ เองประกาศตัดสินใจต่อสัญญากับ เปแอสเช ออกไป ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ต่อ ซึ่งแฟนๆบอลต่างพากันผิดหวังมากๆสำหรับข่าวนี้เพราะหวังไว้ว่าเขาอาจจะกลับมาที่ เรอัล มาดริด แต่ก็เป็นไปอย่างที่คาดการไว้ ในส่วนของฟลอเรนติโน่ เองก็ไม่ได้แคร์ในเรื่องของส่วนนี้ จนปัจจุบันเขาแจ้งกับสือมวนชนไปว่า เขามีความสุข และตื่นเต้นมากๆ ที่ทุกคนต่างร่วมมือกันทำงานหนักมาตลอดทั้งฤดูกาล ที่ผ่านมา และยินดีกับแชมป์ยุโรปที่สมควรได้รับในซีซั่นนี้ (2022) และทุกวันนี้ก็ไม่มีใตรนึกถึง เอ็มปัปเป้ อีกแล้ว เขาถูกลืมไปแล้ว!

จะเห็นได้ว่าเขาไม่แคร์สื่อ หรือใครๆ แต่เขาควรจะตระหนักให้มากๆว่า หากไม่มีแฟนบอล ที่สนับสนุน รวมถึงยักษ์ใหญ่ ที่สนันสนุนอย่าง ยูฟ่า หรือผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวด้านดีๆให้กับนักเตะในทีมของเขาแล้ว ทางปืนนใหญ่เองก็คงไม่มาถึงจุดนี้.

ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของเรื่องการเป็น ‘จอมลอบกัด’ หรือ จอมหลักหลัง ที่เป็นเรื่อง อื้อฉาวในทีม เรื่องเกิดราวๆประมาณปี 2015-2016

มีรายงานว่า คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีม เรอัล มาดริด กําลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็มีข่าวอื่นๆอีกเช่นกันว่าเขาอาจถูกไล่ออกจากการรักษาตำแหน่งผู้จัดการทีมปืนใหญ่.

เนื่องจากการ ที่เขาเปิดใจกับสื่อข่าวอยู่บ่อยจนเกินไป และ การสัมภาร์ทของเขาแต่ละครั้งก็เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้ตนเองทั้งหมด ที่ร้ายแรงกว่านั้น คือ การที่เขากล่าวหา ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริด มักรับบทเป็นเหยื่อและผู้กล่าวหา ในทุกแมทช์ระหว่างการแถลงข่าวพิเศษ.

แต่ถึงจะมีข่าวฉาว ที่ไม่ดีเกี่ยวกับเขาอย่างไร ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริด ก็ยืนยันว่าโค้ช คาร์โล อันเชล็อตติ จะสานต่อสโมสรและ ดำรงตำแหน่งของผู้จัดการทีต่อไป “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” แต่เลี่ยงที่จะพูดให้สัมภาร์ทเพิ่มเติม ระหว่างการแถลงข่าวในช่วง 35 นาที นั่นเลยทำให้ข่าวดราม่านี้ ทำให้ คาร์โล อันเชล็อต เองเขาได้รับฉายาว่า จอมลอบกัด หรือ จอมหักหลัง ไปครอง.

เปเรซ เรียกสื่อไปยัง ซานติอาโก้ เบร์นาเบว แล้วเปิดประเด็นกล่าวหาว่าเขาสร้าง “บรรยากาศของการให้การเท็จ” และมี “วาระ” กับ มาดริด รวมถึงต่อต้านเขาอีกด้วย, หลังจากที่ กุนซือตื่นขึ้นมาในวันพฤหัสบดี และพบข่าวนี้ได้ขึ้นหน้าหนึ่งของ มาร์ก้า ข่าวหน้าปกของหนังสือพิมพ์กีฬายอดนิยม และอ้างว่าอัน เชล็อตติ จะถูกไล่ออกหากทีม พร้อมแจ้งอีกว่า เขาอาจโดยโยกไปให้กับบาร์เซโลนาในอีก 10 วันทันที.

การแถลงข่าวครั้งนี้ ถูกเรียกอย่างไม่คาดคิดในเวลาเที่ยงวันและ เปเรซ ปรากฏตัวเวลา 1.40 น. เพื่อ “ชี้แจงเรื่องราวบางอย่างที่ไม่เป็นความจริง” เขาเปิดใจด้วยการประกาศว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ จะยังคงเป็นโค้ชของเรอัล มาดริดต่อไป” เขายังยืนยันว่าบอร์ด บริหารมี “ความมั่นใจเต็มที่” ในโค้ช แต่ถามว่ากุนซือชาวอิตาเลียนจะอยู่ที่นั่นในฤดูกาลหน้าหรือไม่ เขาไม่สามารถให้คําตอบแบบเด็ดขาดได้ โดยตอบว่า “ฟังนะ ผมจะพูดในสิ่งที่ผมควรจะพูด ไม่ว่าทาง มาร์ก้าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”

การกดดันในประเด็นนี้ เปเรซ เองยิงกลับอย่างโกรธเคืองว่า: “ผมไม่จําเป็นต้องให้สัญญาใคร ทั้งนั้น” แม้ว่านั่น เป็นสิ่งที่เขา อยากได้ยินอย่างเห็นได้ชัด.

แต่นี่เป็นแบบฝึกหัด ของ เปเรซ ในการควบคุมอารมณ์ และการวิพากษ์วิจารณ์ การปกป้องบุคคล ที่อยู่เดียวกับสถาบันที่ตนอยู่ แรงกระตุ้น ให้เกิดเป็นสองวลีที่เด็ด ของ เปเรซ ที่ว่า: “สื่อส่วนใหญ่เป็นมาดริดิสต้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด” และ”บางส่วนเป็นของสื่อ raison d’etre .”

เป้าหมายของ เปเรซ คือสื่อโดยทั่วไปและ มาร์ก้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่ที่โดดเด่น อิทธิพลของ เปเรซ ในสื่อนั้นกว้างขวาง และมาร์ก้าเป็นหนึ่งในสื่ที่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด.

ในช่วงฤดูร้อน เปเรซ ยอมรับโดยไม่ได้ตั้งใจว่า เขาชอบที่จะไม่สัมภาษณ์แบบทางการ แต่จะมีการสนทนา “ไม่เป็นทางการ” กับนักข่าวแทน แต่ที่นี่เขาห่างไกลจากรายงาน และการแสดงภาพกับสื่อของเขา ก็เป็นศัตรูภายนอกที่กําลังมองหาอิทธิพลภายใน แม้ว่าเขาจะกล่าวถึงว่า “อาการบาดเจ็บได้ทําลายเรา” แต่ข้อความที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนว่าปัญหาของมาดริด เป็นความผิดของสื่อมวลชน.

เปเรซ พูดซ้ําประโยค “มีคนอยู่แล้ว คนที่ไม่รักเรา” บ่อยครั้ง และมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาสามข้อ กับนักข่าว “คุณอาจตําหนิผมสําหรับทุกอย่างที่ ไม่ดี กับการแสดงออกกับสิอได้  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับมาดริด มันมาจากกระดาษของคุณ”เขาตอบผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง เขากล่าวหาอีกคนหนึ่งว่าการพูดบรรยากาศเชิงลบ “ทุกวันบนสถานีวิทยุของคุณ” และบอกอีกคนหนึ่งว่า” สิ่งที่กระดาษของคุณเขียนอยู่ ทุกวันเป็นเท็จ มันเป็นแคมเปญที่มุ่งมั่นโดยมีวาระการประชุม ที่ไร้สาระ และแฟนๆ ก็รู้ดี”

สําหรับ อันเชล็อตติ แล้ว เปเรซ ไม่เคยให้คำตอบด้วยคำว่า “ชอบ” กับเขาเลย เมื่อถูกถามว่าเขาชอบวิธีการทํางานของผู้จัดการทีมหรือไม่ แต่ทราบว่าเขา อดีตนักเตะชาวอิตาเลียน ที่คว้าถ้วยรางวัลสี่ใบ ในหนึ่งปีรวมถึงลาเดซิมา “ทั้งหมดที่ผมขอ คือพวกเขาปล่อยให้ อันเชล็อตติทํางานของเขา” เปเรซ กล่าว

เปเรซ ยังได้ยื่นอุทธรณ์ต่อแฟนบอลที่ผิวปากให้การสนับสนุนพวกเขาแทน โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าเราไม่ทํา ใครจะไป?” เขาอธิบายนกหวีดเหล่านั้นโดยอธิบายผู้สนับสนุนบางคนว่า “สับสนกับรายงานบางฉบับ” และยืนยันว่า”มันไม่เป็นที่ยอมรับสําหรับพวกเขา ที่จะใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่าเราไม่ได้ดีที่สุดที่จะโจมตีเรา” ดูเหมือนว่า ตัวเปเรซเอง ก็เป็นหนึ่งใน จอมแทงสีข้าง กับแฟนบอล และสื่อมาตลอด และคงเป็นตลอดไป.

ในตอนท้าย หลังจากพูดคุยมานานกว่าครึ่งชั่วโมง น้ําเสียงบางครั้งก็เปลี่ยนไป: บางครั้งเขาพูดเหมือนเหยื่อคนอื่นๆ เช่นผู้กล่าวหา มีความโกรธด้วย ที่สําคัญที่สุดคือมีข้อตําหนิมากมาย เมื่อเขากล่าวเสร็จ เขาได้รับการปรบมือจากกรรมการในแถวหน้า และยืนยันว่า “ที่นี่ผมกําลังพูดแต่ความจริง”เขากล่าว.

 

Last update: : สิงหาคม 11, 2022

Category: News